รู้จักกับ ESG คืออะไร? แนวคิดที่ช่วยพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

ข่าวสารน่ารู้ 21 เมษายน 2569

โลกของการทำธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตไม่ได้วัดความสำเร็จกันที่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว แนวคิด ESG ได้ก้าวเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ที่กฎระเบียบและมาตรฐานความยั่งยืนทวีความเข้มงวดมากขึ้น การทำความเข้าใจว่า ESG คืออะไร และบูรณาการเข้ากับกลยุทธ์ขององค์กร จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ESG คืออะไร ทำความเข้าใจกรอบแนวคิดเพื่อความยั่งยืน

7.2 ทำไม ESG จึงสำคัญต่อธุรกิจ.png

ESG ย่อที่มาจาก Environmental, Social และ Governance ซึ่งเป็นกรอบการประเมินและการบริหารจัดการธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยพิจารณาจาก 3 มิติหลัก การนำหลักการนี้มาใช้จะช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมของผลกระทบที่ธุรกิจมีต่อโลกและสังคม รวมถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน ซึ่งแนวคิดนี้ประกอบไปด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็สามารถนำมาปรับใช้ได้เช่นกัน

Environmental (มิติด้านสิ่งแวดล้อม)

องค์ประกอบแรก คือ Environmental ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินนโยบาย ESG จะประเมินว่าองค์กรมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) หรือไม่ ซึ่งมีการนำมาปรับใช้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลาย ๆ ด้าน เริ่มต้นตั้งแต่ Green Design หรือการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะจากไซต์ก่อสร้างอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงคุณภาพชีวิตหลังส่งมอบ เช่น

  • การเพิ่ม พื้นที่สีเขียว ภายในโครงการเพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน
  • ระบบการจัดการน้ำเสียและน้ำฝนที่มีประสิทธิภาพ
  • การลด Carbon Footprint ของโครงการเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การนำพลังงานสะอาดอย่าง Solar Cell มาใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง

Social (มิติด้านสังคม)

องค์ประกอบที่สอง คือ Social ซึ่งเป็นมิติที่ครอบคลุมถึงการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน นโยบายในด้านสังคมจะพิจารณาถึงความเท่าเทียมทางเพศ การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน รวมถึงการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาปรับใช้ได้ในหลาย ๆ ด้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความรับผิดชอบ ตั้งแต่แรงงานก่อสร้างไปจนถึงลูกบ้านและชุมชนรอบข้าง โดยมีประเด็นสำคัญคือ

  • Smart Security การนำเทคโนโลยี AI และระบบความปลอดภัยขั้นสูงมาใช้ดูแลลูกบ้าน
  • Universal Design การออกแบบที่รองรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • Community Development การร่วมพัฒนาสาธารณูปโภคหรือจัดกิจกรรมเกื้อกูลชุมชนโดยรอบโครงการ
  • Labor Welfare การดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของแรงงานในไซต์งานก่อสร้างอย่างเท่าเทียม

Governance (มิติด้านธรรมาภิบาล)

องค์ประกอบสุดท้ายคือ Governance หรือบรรษัทภิบาล มิตินี้จะเน้นโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารอย่างสมเหตุสมผล และการปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้น ธุรกิจที่ยึดมั่นในหลักด้านธรรมาภิบาลจะได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนและสถาบันการเงิน ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาขยายกิจการทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งธรรมาภิบาลเองก็ควรนำมาปรับใช้กับอสังหาริมทรัพย์ เพราะความน่าเชื่อถือในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ โดยจะเน้นความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงการโอนกรรมสิทธิ์ โดยยึดหลักดังนี้

  • Transparency & Risk Management การบริหารงานที่ตรวจสอบได้และการจัดการความเสี่ยงด้านธุรกิจอย่างเป็นมืออาชีพ
  • Anti-Corruption นโยบายต่อต้านการทุจริตที่เข้มงวดในทุกระดับองค์กร
  • Stakeholder Care การปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้นและดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย
  • การปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคารและข้อกำหนดผังเมืองอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงิน

ความแตกต่างระหว่าง ESG และ SDG

เมื่อศึกษาเรื่องความยั่งยืน เรามักจะได้ยินคำว่า SDG อยู่เสมอ แม้ว่าทั้งสองจะมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกเช่นเดียวกัน แต่ทั้งสองแนวคิดมีขอบเขตและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ESG คือกรอบแนวทางที่สร้างขึ้นมาเพื่อ “ภาคธุรกิจและนักลงทุน” ใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว การประเมินผลจะเจาะลึกไปที่กระบวนการทำงานภายในองค์กรและผลกระทบที่องค์กรมีต่อภายนอก

ส่วน SDG (Sustainable Development Goals) คือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อเป็นเป้าหมายระดับมหภาคและระดับโลก โดยมุ่งหวังให้รัฐบาล ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก เช่น การขจัดความยากจน การจัดการศึกษาที่เท่าเทียม และการรักษาสันติภาพ ดังนั้น องค์กรสามารถนำกรอบ ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เป้าหมาย SDG ระดับโลกบรรลุผลสำเร็จได้

ทำไม ESG จึงสำคัญต่อธุรกิจอย่างมากในปี 2569

7.3  ESG Risk.png

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2569 การนำแนวคิด Environmental, Social และ Governance มาปรับใช้จะไม่ใช่เพียงแค่การทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอีกต่อไป แต่จะเป็นกติกาหลักของการค้าและการลงทุนระดับโลก 

วิกฤตโลกเดือด (Global Boiling)

วิกฤตโลกเดือด (Global Boiling) รุนแรงขึ้นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก้าวข้ามจากการเป็นภาวะโลกร้อน (Global Warming) เข้าสู่ยุคภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของทุกธุรกิจ การนำ Environmental, Social และ Governance มาใช้บริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก องค์กรที่บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีจะสามารถปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติและลดผลกระทบต่อกระบวนการผลิตได้อย่างทันท่วงที

กฎระเบียบและนโยบายภาครัฐที่เข้มงวด

ในปี 2569 หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศคู่ค้าสำคัญ มีการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือกฎหมายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในหลายภูมิภาค ธุรกิจที่ละเลยมาตรฐาน Environmental, Social และ Governance จะต้องเผชิญกับต้นทุนทางภาษีที่พุ่งสูงขึ้นและอาจถูกกีดกันทางการค้า การดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG จึงเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับข้อบังคับทางกฎหมายที่จะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันและในปี 2569 มีความตระหนักรู้ด้าน Environmental, Social และ Governance สูงมาก การตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการไม่ได้พิจารณาจากคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองลึกไปถึงค่านิยมของแบรนด์ หากแบรนด์ใดมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือสร้างมลพิษ ผู้บริโภคพร้อมที่จะแบนและหันไปสนับสนุน 

แรงกดดันจากนักลงทุนและสถาบันการเงิน

ทิศทางการลงทุนระดับโลกได้มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจที่มีความโดดเด่นด้าน Environmental, Social และ Governance นักลงทุนสถาบันและกองทุนขนาดใหญ่ต่างใช้เกณฑ์ Environmental, Social และ Governance ในการคัดกรองพอร์ตการลงทุน องค์กรที่มีคะแนน ESG ต่ำจะถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้การขอสินเชื่อจากธนาคารทำได้ยากขึ้นและอาจต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่า ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ปฏิบัติตามหลักการอย่างเคร่งครัดจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าได้

ESG Risk ความเสี่ยงที่องค์กรต้องระวัง

Alt Text : ESG Risk

การมองข้ามแนวคิด Environmental, Social และ Governance อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความยั่งยืน หรือที่เรียกว่า ESG Risk ซึ่งสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยงด้านสิ่งนี้เกิดจากการที่องค์กรสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติ หรือได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเสียเอง เช่น การถูกฟ้องร้องจากชุมชนเนื่องจากปล่อยน้ำเสีย การสูญเสียวัตถุดิบทางการเกษตรเพราะความแห้งแล้ง หรือการต้องจ่ายค่าปรับจำนวนมากจากการละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ความเสี่ยงด้านสังคม

ความเสี่ยงทางสังคมเกี่ยวข้องกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือการใช้แรงงานเด็กในห่วงโซ่อุปทาน หากประเด็นเหล่านี้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ องค์กรจะเผชิญกับวิกฤตศรัทธา ผู้บริโภคจะเกิดการต่อต้าน พันธมิตรทางธุรกิจอาจยกเลิกสัญญา และจะตามมาด้วยความเสียหายที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

ความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาล

ความเสี่ยงทางด้านการกำกับดูแลเกิดจากโครงสร้างการบริหารที่อ่อนแอ ขาดการตรวจสอบย้อนหลัง ทำให้เกิดช่องโหว่ในการทุจริตคอร์รัปชัน หรือผู้บริหารมีผลประโยชน์ทับซ้อน การเกิดข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการฉ้อโกงจะทำให้นักลงทุนเทขายหุ้น มูลค่าบริษัทลดลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ทุกองค์กรต้องอุดรอยรั่วให้ได้

การวัดผล ESG Rating เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานด้าน ESG ของแต่ละองค์กรได้ จึงได้มีการจัดตั้งเครื่องมือวัดผลขึ้นมาในระดับสากล เช่น MSCI ESG Rating, FTSE Russell และ Sustainalytics ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลและให้คะแนน Environmental, Social และ Governance ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก

ศุภาลัยโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดในหลัก ESG

ตลอดระยะเวลากว่า 365 ปี ศุภาลัยมุ่งมั่นสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยภายใต้กรอบความยั่งยืนที่สมดุลทั้ง 3 มิติ เริ่มจาก ด้านสิ่งแวดล้อม (E) ที่เน้นการออกแบบประหยัดพลังงานและการจัดการขยะ “ยิ่งแยกยิ่งได้” เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้านสังคม (S) มุ่งเน้นความปลอดภัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชนกว่า 7,000 ครัวเรือน พร้อมดูแลสิทธิมนุษยชนและแรงงานอย่างเป็นธรรม และด้านธรรมาภิบาล (G) ด้วยการบริหารงานที่โปร่งใส การันตีด้วยรางวัล CG 5 ดาวต่อเนื่อง 12 ปี สะท้อนถึงการเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

สรุป

แนวคิด ESG ไม่ใช่แค่กระแสทางธุรกิจที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือมาตรฐานใหม่ที่กำหนดทิศทางการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ปี 2569 ที่แรงกดดันรอบด้านทั้งจากภาวะโลกเดือด กฎหมายที่เข้มงวด ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และนักลงทุนที่มองหาความยั่งยืน ล้วนบีบบังคับให้ทุกองค์กรต้องนำ Environmental, Social และ Governance เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ในการทำงาน การเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในหลัก ESG ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ และผลกำไรที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

FAQ

CSR กับ ESG ต่างกันอย่างไร?

CSR (Corporate Social Responsibility) คือกิจกรรมที่องค์กรจัดทำขึ้นเพื่อคืนกำไรสู่สังคม มักจะเป็นโครงการระยะสั้น เช่น การปลูกป่า การบริจาคสิ่งของ ซึ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ในขณะที่ ESG คือกลยุทธ์การบริหารจัดการในกระบวนการดำเนินธุรกิจหลัก เพื่อวัดผลกระทบและการลดความเสี่ยงในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบและยั่งยืนกว่า

ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME จำเป็นต้องทำ ESG หรือไม่?

ธุรกิจในทุก ๆ ขนาด รวมถึงธุรกิจ SME จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ ESG เพราะจะช่วยให้สามารถรักษาคู่ค้ารายใหญ่ไว้ได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

การทำ ESG ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจจริงหรือไม่?

การบูรณาการ ESG เข้ากับธุรกิจส่งผลบวกต่อกำไรอย่างชัดเจนในระยะยาว แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการ แต่ช่วยให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายด้านพลังงาน ลดความสูญเสียจากค่าปรับทางกฎหมาย นอกจากนี้ องค์กรที่เด่นด้าน ESG มักสร้างยอดขายได้มากกว่าเพราะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และยังมีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าจากการลงทุนอย่างยั่งยืน