Pre-approve คืออะไร? เช็กความพร้อมก่อนกู้ซื้อบ้าน-คอนโด

ข่าวสารน่ารู้ 22 มิถุนายน 2569

3 Pre-approve คืออะไร.png

การตัดสินใจลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว บ้านแฝดหรือการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมสักห้อง ถือเป็นการตัดสินใจใช้เงินก้อนใหญ่ หลายคนอาจมีความสงสัยว่าเมื่อเรามีความพร้อมและอยากมีบ้านแล้ว ขั้นตอนแรกสุดควรเริ่มต้นจากจุดไหนเพื่อให้กระบวนการซื้อขายดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์มักจะย้ำเตือนและไม่อยากให้ผู้ซื้อหน้าใหม่มองข้ามเลยก็คือ การทำกระบวนการที่เรียกว่า Pre-Approve ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์เบื้องต้นที่จะช่วยให้เราเตรียมตัวรับมือกับการขอสินเชื่อได้อย่างถูกต้อง ช่วยป้องกันความผิดพลาดทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินก้อนที่จ่ายเป็นค่าจองไปอย่างน่าเสียดาย บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าการทำ Pre-Approve เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้รอบด้านก่อนเข้าสู่สนามจริงของการกู้ซื้อบ้านและคอนโดคืออะไร

ทำความรู้จัก Pre-approve คืออะไร?

Pre-Approve คือ การยื่นขอประเมินสินเชื่อเบื้องต้นกับธนาคาร เพื่อตรวจสอบความพร้อมทางการเงินและความสามารถในการผ่อนชำระ สถาบันการเงินจะพิจารณาจากรายได้ ภาระหนี้สิน และประวัติเครดิตบูโรเป็นหลัก เพื่อประเมินว่าเรามีโอกาสกู้ผ่านหรือไม่และจะได้วงเงินประมาณเท่าไหร่ การทำ Pre Approve บ้านช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของงบประมาณก่อนนำเงินไปวางจอง ถือเป็นปราการด่านแรกที่คนอยากมีที่อยู่เป็นของตัวเองต้องทำ

ทำไมต้องทำ Pre-approve? ประโยชน์ที่คนซื้อบ้านห้ามมองข้าม

3.1 ประโยชน์ของ Pre-approve.png

การยื่นขอ Pre-Approve มีข้อดีหลายด้าน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมขั้นตอน Pre-Approve จึงกลายเป็นสิ่งที่ควรทำให้เสร็จสิ้นก่อนที่เราจะเริ่มกระบวนการจอง

ทราบงบประมาณที่แท้จริงและวงเงินที่กู้ได้

การยื่น Pre-Approve ช่วยให้เรารู้ขีดจำกัดทางการเงินอย่างชัดเจน ธนาคารจะนำข้อมูลรายได้และรายจ่ายมาคำนวณแจ้งวงเงินสูงสุดที่เรากู้ได้ ทำให้เราสามารถกำหนดขอบเขตราคาในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยได้อย่างแม่นยำ ไม่เสียเวลาไปดูโครงการที่เกินงบ การรู้ผลล่วงหน้าจึงช่วยให้เราวางแผนการเงินได้อย่างรัดกุมที่สุด

ช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงโดนริบเงินจอง

หากเราวางเงินจองไปก่อนโดยไม่ได้ยื่น Pre-Approve อาจเกิดปัญหาหากธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อภายหลัง ซึ่งนำไปสู่การถูกริบเงินจองและเงินดาวน์ทั้งหมด การทำ Pre-Approve ก่อนจึงเป็นการปิดความเสี่ยงตรงนี้ได้ เมื่อถึงเวลายื่นกู้จริง เราสามารถใช้ชุดเอกสารเดิมมายื่นต่อได้เลย ช่วยประหยัดเวลาเตรียมเอกสาร

เพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ

ผู้ที่ผ่านการทำ Pre-Approve จะได้รับการยอมรับจากผู้ขายมากกว่าผู้ที่ยังไม่ผ่านการประเมิน ผลการประเมินจึงเป็นตัวการันตีความพร้อมทางการเงิน ทำให้เรามีอำนาจเจรจาต่อรองราคาหรือขอของแถมได้ง่ายขึ้น ผู้ขายจะมั่นใจว่าเราโอนกรรมสิทธิ์ได้จริง ยิ่งเรามีผลยืนยัน ยิ่งสร้างเครดิตที่ดีและทำให้การตกลงซื้อขายราบรื่นขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการขอ Pre-approve

3.2.png

การทำ Pre-Approve เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น เราต้องรักษาเครดิตบูโรให้ดีอย่างต่อเนื่อง ห้ามสร้างหนี้ก้อนใหม่ระหว่างรออนุมัติจริง เพราะภาระหนี้เดิมและหนี้ใหม่มีผลโดยตรงต่อการปรับลดวงเงิน สำหรับผู้ที่ต้องการ pre approve บ้าน ควรเข้าใจว่าราคาประเมินจริงอาจต่างจากราคาที่เราแจ้งธนาคารในตอนแรก ทำให้วงเงินที่ได้รับจริงเปลี่ยนแปลงจากผลเล็กน้อย

เตรียมให้ครบ! เอกสารที่ต้องใช้ในการขอ Pre-approve

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน 
  • เอกสารแสดงแหล่งที่มาของรายได้ เช่น สำเนาสลิปเงินเดือน (Payslip) ย้อนหลัง 3-6 เดือน
  • สำเนารายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) และหลักฐานการเสียภาษีของปีล่าสุด สำหรับผู้ที่ทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์
  • ใบสมัครขอสินเชื่อของธนาคาร
  • แบบฟอร์มยินยอมให้สถาบันการเงินตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร

ขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณา Pre-approve

  • เริ่มต้นจากการรวบรวมเอกสารส่วนตัวและเอกสารทางการเงินต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่ธนาคารกำหนดเพื่อเตรียมความพร้อม
  • ติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสถาบันการเงินหรือธนาคารที่เราสนใจ เพื่อแจ้งความประสงค์อย่างชัดเจนว่าต้องการขอทำ Pre-Approve สินเชื่อที่อยู่อาศัย
  • ทำการกรอกใบสมัครและลงนามในเอกสารยินยอมให้ตรวจสอบประวัติเครดิตบูโร
  • เมื่อส่งเอกสารครบถ้วน เจ้าหน้าที่ธนาคารจะนำข้อมูลรายได้และภาระหนี้สินปัจจุบันของเราไปวิเคราะห์เข้าสู่ระบบ 
  • หลังจากนั้นระบบจะทำการประมวลผล โดยระยะเวลาในการแจ้งผลการพิจารณาโดยทั่วไปจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-5 วันทำการ 

ค่าใช้จ่ายในการขอ Pre-approve มีหรือไม่?

3.3 ค่าใช้จ่ายในการขอ Pre-approve.png

หลายคนมักกังวลว่าการยื่นประเมินสินเชื่อล่วงหน้าจะมีค่าดำเนินการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การขอ Pre-Approve กับสถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ เราสามารถเดินเข้าไปติดต่อธนาคารเพื่อขอประเมินวงเงินได้ฟรี ยกเว้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนยื่นกู้จริง อาจมีค่าธรรมเนียมส่งเจ้าหน้าที่ไปประเมินราคาหลักประกัน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเราตกลงใจซื้อแล้ว

สรุปบทความ

เราคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือบ้านเดี่ยว สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน การทำ Pre-Approve จะช่วยคัดกรองเบื้องต้นที่จะบอกได้อย่างแม่นยำว่าเรามีกำลังซื้อแค่ไหน 

หากใครที่กำลังมองหาบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และราคาที่คุ้มค่า โครงการศุภาลัยถือเป็นตัวเลือกที่สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการ โครงการศุภาลัยมีตัวเลือกที่หลากหลายในหลายระดับราคา เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่เราประเมินไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมีทีมงานมืออาชีพคอยให้คำแนะนำเรื่องการเตรียมเอกสารและการขอสินเชื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกและทำให้เส้นทางสู่การเป็นเจ้าของบ้านของเราเป็นเรื่องที่ราบรื่นที่สุด

FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขอ Pre-approve

1

ขอ Pre-approve พร้อมกันหลายธนาคารได้ไหม?

เราสามารถยื่นขอทำกับสถาบันการเงินหรือธนาคารหลายแห่งพร้อมกันได้และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง การยื่นเอกสารขอ Pre-Approve หลายแห่งจะทำให้เราสามารถนำผลการประเมินเบื้องต้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบกัน เพื่อช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและสามารถเลือกรับข้อเสนอที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของเรามากที่สุด

2

ถ้า Pre-approve ไม่ผ่าน ควรทำอย่างไร?

หากเราได้รับแจ้งผลว่าการทำ Pre-Approve ไม่ผ่านการอนุมัติ เราไม่ควรเสี่ยงที่จะนำเงินไปวางจองโครงการ แต่ควรกลับมาตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ดี แล้วจึงขอยื่นใหม่

3

ผล Pre-approve เชื่อถือได้กี่เปอร์เซ็นต์?

ผลจากการทำ Pre-Approve นั้นมีความแม่นยำและสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้อย่างน่าเชื่อถือ เพราะสถาบันการเงินได้ทำการดึงข้อมูลเครดิตบูโรและวิเคราะห์รายได้ของเราอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม วงเงินอนุมัติในขั้นตอนสุดท้ายอาจมีการปรับเปลี่ยนไปจากผลได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับราคาประเมินจริงของตัวทรัพย์สินที่เราจะทำการเข้าซื้อ และนโยบายของสถาบันการเงินในช่วงเวลาที่ยื่นกู้จริง