ติดแอร์บ้านและคอนโดแบบไหนดี ขนาด BTU เท่าไหร่ ให้ประหยัดไฟ เย็นฉ่ำ ในช่วงหน้าร้อนนี้
เทคนิคดูแลบ้าน 17 มีนาคม 2569

ท่ามกลางแดดและอากาศเมืองไทยที่ร้อนระอุจนปรอทแทบแตก การมองหาแอร์ดีๆ สักเครื่องมาติดตั้งใน บ้าน หรือ คอนโด คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด แต่จะเลือกอย่างไรให้เย็นฉ่ำแบบกระเป๋าไม่ฉีก? บทความนี้จะช่วยไกด์วิธีเลือกซื้อ และตำแหน่งการติดแอร์ให้ตอบโจทย์กับพื้นที่ของคุณ โดยเฉพาะลูกบ้านโครงการคุณภาพอย่าง ศุภาลัย ที่เน้นเรื่องการออกแบบเพื่อการประหยัดพลังงานที่สุด

ตำแหน่งการติดแอร์ ควรตรงไหนของห้อง?
เราจำเป็นต้องเลือกตำแหน่งติดแอร์ให้เหมาะสมกับประเภทห้องนั้น ๆ เพราะมีผลต่อการกระจายความเย็น การประหยัดไฟ และจะส่งผลต่อสุขภาพอีกด้วย บางคนอาจจะเจอช่างที่ไม่เชี่ยวชาญ เลือกติดตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เลือกให้แค่ช่างทำงานง่าย แต่อาจไม่ตรงใจเรา 
• ตำแหน่งติดแอร์ ตามแนวยาวของห้อง สามารถกระจายลมได้กว้างไกล
การติดตั้งแอร์ในห้องนั้นควรคำนึงถึงขนาดและรูปทรงของห้องให้เหมาะสม การติดตั้งแอร์ตามแนวยาวของห้อง ที่ไม่มีอะไรขวางกั้นทิศทางลม เพื่อให้การกระจายความเย็นของแอร์เย็นฉ่ำทั่วทั้งห้อง และเลือกแอร์ที่สามารถส่งลมเย็นได้ไกล เพื่อประหยัดพลังงานและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

• ตำแหน่งติดแอร์ ต้องไม่โดนแสงแดด หรือความร้อนโดยตรง
ควรหลีกเลี่ยงตำแหน่งห้องที่จะโดนกับแสงแดดโดยตรง เพราะหากมีแสงแดดจะส่องถึงภายในห้อง จะทำให้ห้องมีอุณหภูมิที่สูง ส่งผลให้ห้องทำความเย็นได้ช้า ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักมากขึ้น ทำให้อายุการใช้งานของแอร์น้อยลง และค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ควรหาที่บังแดดให้ห้อง หรือติดฟิล์มกันร้อนเพิ่มเติม
• ตำแหน่งแอร์ไม่ควรอยู่ตรงข้ามจุดนั่ง หรือจุดนอน
หากลมแอร์มาปะทะกับร่างกายโดยตรงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ป่วยง่าย และอาจรบกวนการนอนหลับ และยังจะก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคหวัด รวมถึงผิวแห้งอีกด้วย
• ตำแหน่งแอร์ไม่ควรอยู่เหนือประตู
เพื่อเลี่ยงความเย็นออกจากห้องเนื่องจากมีการเปิด – ปิดประตูบ่อยครั้ง ส่งผลให้ความเย็นในห้องไม่คงที่ และจะทำให้แอร์ทำงานหนัก สิ้นเปลืองพลังงานจนเกินไป
• ตำแหน่งแอร์ควรอยู่ที่ที่สามารถดูแลรักษาได้ง่าย
นอกจากจะคำนึงถึงความเย็นในห้องแล้ว ควรคำนึงตำแหน่งที่สะดวกต่อการถอดล้างและทำความสะอาดได้ง่าย เพราะทุก ๆ ปีต้องล้างแอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง ไม่ควรติดตั้งแอร์ให้ติดกับฝ้าจนเกินไป จะทำให้ยากต่อการถอดชิ้นส่วน และหลีกเลี่ยงการติดตั้งไว้บริเวณเหนือเตียงนอน หรือโซฟา เนื่องจากเมื่อต้องทำความสะอาดแอร์ สิ่งสกปรกจะตกลงไปที่เตียง และโซฟาได้ ถึงแม้ช่างล้างแอร์จะมีผ้าใบคลุมกันน้ำและฝุ่นแล้วก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่เศษฝุ่น เหงื่อช่าง และน้ำสกปรกจะหยดลงพื้นที่ส่วนนั้นอยู่

การคำนวณ BTU ของแอร์ ให้เหมาะกับขนาดห้อง ในบ้าน และคอนโดศุภาลัย
ขนาด BTU (British Thermal Unit) คือหัวใจของการติดแอร์ให้ประหยัดไฟเลยนะ ห้องที่แอร์เล็กเกินไปจะทำงานหนัก ส่งผลให้แอร์พังไว สิ้นเปลืองไฟ ส่วนห้องที่แอร์ใหญ่เกินไปจะทำให้ห้องชื้นและค่าไฟสูง เรามาดูวิธีคำนวณ BTU ที่เหมาะสมกับห้องเราจริง ๆ กันดีกว่า
สูตรการคำนวณ BTU แอร์ พื้นฐาน
BTU = พื้นที่ห้อง x ตัวแปรความร้อน
1. การหาพื้นที่ห้อง
[กว้าง(เมตร) x ยาว(เมตร)] เพียงแค่นำความกว้างมาคูณกับความยาวของห้อง (หน่วย : เมตร)
ตัวอย่าง: ห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร = พื้นที่ 20 ตารางเมตร
2. การเลือก ตัวแปรความร้อน
ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปตามลักษณะการใช้งานและปริมาณความร้อนที่ห้องนั้นได้รับ ลองประมาณดูว่าห้องของคุณเข้าเกณฑ์ข้อไหน
- ห้องนอนปกติและไม่โดนแดดโดยตรง = 750
- ห้อนอนปกติและโดนแดดโดยตรง = 800
- ห้องทำงานที่ไม่โดนแดด = 850
- ห้องทำงานที่โดนแดด = 900
- ร้านอาหาร ร้านค้า สำนักงานที่ไม่โดนแดด = 950 – 1,100
- ร้านอาหาร ร้านค้า สำนักงานที่โดนแดด = 1,000 – 1,200
- ห้องสัมมนา ห้องประชุม หรือร้านอาหารที่ใช้หม้อ เตา หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความร้อนตลอดเวลา = 1,100 – 1,500
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติว่าคุณมีห้องนอนขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร และเป็นห้องนอนที่ไม่ค่อยโดนแดดโดยตรง ใช้ตัวแปร 750
พื้นที่ 4 x 5 = 20 ตร.ม.
การคำนวณ BTU = 20 x 750 = 15,000 BTU (ในกรณีนี้คุณสามารถเลือกซื้อแอร์ขนาด 15,000 BTU หรือปัดขึ้นนิดหน่อยเป็น 18,000 BTU เพื่อให้ห้องเย็นฉ่ำไวขึ้น)

เลือกแอร์แบบไหนให้ประหยัดค่าไฟ
1. เลือกประเภทของแอร์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการใช้งาน แอร์ 4 แบบที่นิยมใช้ในบ้าน และคอนโด
• แบบติดผนัง (Wall Type)
ใช้กับห้องขนาดเล็กแอร์ติดผนังส่วนมาก มาพร้อมกับขนาดการทำความเย็น มีตั้งแต่ 9,000 BTU 12,000 BTU 18,000 BTU และ 24,000 BTU ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีพื้นที่ใช้สอยน้อย เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือคอนโด ซึ่งมีการออกแบบทั้งสีและรูปแบบหลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับสไตล์การใช้งานของผู้ใช้ ไม่มีเสียงรบกวน
• แบบตั้งแขวนใต้ฝ้า (Ceiling type)
ราคาจะสูงกว่าแอร์ผนัง เพราะมีต้นทุนผลิตสูงกว่า และติดตั้งยากกว่า นิยมยึดติดกับเพดาน หรือฝ้า เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ ๆ เช่น Office สำนักงาน ห้องเรียน หรือโรงงาน สามารถกระจายความเย็นไปได้ทั่วถึงมากกว่าแอร์แบบติดผนัง และทำให้ห้องเย็นไวมากยิ่งขึ้น
• แบบฝังฝ้าเพดาน สี่ทิศทาง ( Cassette type)
เน้นความสวยงาม โดยการซ่อน หรือฝังอยู่ ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง มีความสวยงาม ทุกอย่างควบคุมจากจุดๆ เดียว ทำให้การแก้ไข และหาสาเหตุของปัญหาต่างๆ เป็นไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกติดตั้งหน้ากากแอร์ ให้ลมออกได้หลากหลายเช่น ข้างกำแพง บนฝ้าเพดาน บนพื้น และมีหลายทิศทางให้เลือกซื้อ ทั้งแบบกลม หรือแบบเหลี่ยม 2/ 4/ 8 ทิศทาง เป็นต้น
• แอร์แบบเคลื่อนที่ ( Movable type)
ไม่ต้องทำการติดตั้ง และสามารถเข็นไปใช้ได้ทุกพื้นที่ เหมาะกับพื้นที่เล็กๆ ไม่มีพื้นที่ติดตั้งแอร์ และห้องที่ไม่ได้ใช้งานประจำ

2. เลือก BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่
ควรเลือกค่า BTU ของแอร์ ให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง เพราะถ้าหากเลือก BTU ที่ไม่เหมาะสมกับห้อง จะทำให้แอร์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และสิ้นเปลืองพลังงาน
3. เลือกแอร์ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดดาว และแอร์ที่มีค่า EER/SEER สูง
ซื้อแอร์ที่มีติดฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ยิ่งดาวมากก็จะยิ่งประหยัดไฟมาก นอกจากนี้การเลือกแอร์ที่ประหยัดไฟแอร์ที่ประหยัดไฟก็สามารถดูได้ง่าย ๆ ก็คือ ค่า EER และ SEER ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของแอร์ว่าดีหรือไม่ มีหน่วยเป็น (Btu/hr.)/W ยิ่งค่าสูงเท่าไหร่ก็แปลว่ายิ่งประหยัดไฟ และประสิทธิภาพการใช้พลังงานก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
4. เลือกประเภทของแอร์ แบบ Inverter
หากเป้าหมายคือการประหยัดไฟในระยะยาว แอร์ระบบ Inverter คือมาตรฐานที่ต้องมีครับ เพราะระบบนี้จะปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ให้คงที่ ไม่ตัดบ่อยเหมือนแอร์ระบบธรรมดา ช่วยประหยัดค่าไฟได้มากกว่า และยังให้ความเย็นฉ่ำสม่ำเสมออีกด้วย
เย็นแบบยั่งยืน เริ่มต้นที่การเลือก ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ หรือคอนโดวิวสวย การเลือกแอร์ที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่และมีเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณผ่านหน้าร้อนนี้ไปได้อย่างสบายใจ ประหยังพลังงาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือน ดังนั้นการเลือกซื้อแอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรคำนึงถึง ต้องเป็นฉลากเบอร์ 5 และมีขนาด BTU ที่เหมาะสมกับห้องที่ติด

Q&A: ถาม-ตอบ ข้อสงสัยยอดฮิตก่อนติดแอร์
Q1: แอร์ระบบ Inverter ประหยัดไฟกว่าจริงไหม? จำเป็นต้องใช้ Inverter ทุกห้องหรือเปล่า?
A: ประหยัดไฟกว่าจริง สำหรับการเปิดต่อเนื่อง 4-8 ชั่วโมง เช่นห้องนอน เพราะระบบ Inverter จะลดรอบการทำงานลงเมื่อห้องเย็นแล้ว ทำให้กินไฟน้อย แต่ถ้าเป็นห้องที่เปิดใช้งานสั้นๆ แค่ 1-2 ชั่วโมง เช่น ห้องรับประทานอาหาร หรือห้องแต่งตัว การเลือกใช้แอร์ระบบธรรมดา ที่ราคาเครื่องถูกกว่า ก็อาจจะคุ้มค่าและตอบโจทย์กว่า
Q2: นอกจากการเลือกแอร์ Inverter และขนาด BTU ให้พอดีแล้ว มีวิธีไหนอีกไหมที่ช่วยลดค่าไฟได้เห็นผล?
A: การดูแลรักษาคือเคล็ดลับที่คนมักมองข้าม วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือ
ถอดแผ่นกรองฝุ่น (Filter) มาล้างน้ำเปล่า ทำด้วยตัวเองได้เลยทุกๆ 2-4 สัปดาห์
เรียกช่างล้างแอร์ ทุกๆ 6 เดือน การที่ฝุ่นไม่ตัน แอร์จะพ่นลมเย็นได้เต็มที่ เครื่องไม่ทำงานหนัก ช่วยเซฟค่าไฟลงได้อีก นอกจากนี้ การเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 26 องศา แล้วเปิดพัดลมส่ายเบาๆ ช่วย ก็ทำให้เย็นสบายและประหยัดไฟขึ้นอีก
Q3: พื้นที่ระเบียงคอนโดมีจำกัด ควรวางคอมเพรสเซอร์แอร์ อย่างไรไม่ให้แอร์พังไว?
A: หัวใจสำคัญคือ "การระบายความร้อน" ควรตั้งคอมเพรสเซอร์ให้ห่างจากผนังด้านหน้าอย่างน้อย 50 เซนติเมตร เพื่อให้พัดลมเป่าความร้อนออกไปได้สะดวก แต่ถ้าระเบียงคอนโดแคบมากจริงๆ แนะนำให้ซื้อ กริลเบี่ยงทิศทางลม (Air Grille) มาติดที่หน้าคอมเพรสเซอร์ เพื่อบังคับลมร้อนให้เป่าออกไปนอกระเบียงโดยตรง วิธีนี้จะช่วยไม่ให้ความร้อนสะสม แอร์เย็นฉ่ำขึ้น และคอมเพรสเซอร์ไม่น็อกจากการทำงานหนักเกินไป




