ลงทุนคอนโดปล่อยเช่าให้ได้กำไร ต้องเข้าใจวิธีคิด Yield ผลตอบแทนจากลงทุน
ไลฟ์สไตล์ 13 พฤศจิกายน 2568
ลงทุนคอนโดปล่อยเช่า เพื่อสร้าง Passive Income ยังคุ้มอยู่ไหม?

การลงทุนคอนโดปล่อยเช่า เป็นหนึ่งในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นช่องทางหา Passive Income ในระยะยาว แต่การจะเป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น เราไม่สามารถดูเพียงแค่ราคาค่าเช่าต่อเดือนเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจวิธีคำนวณอัตราผลตอบแทน หรือ Yield เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าว่าเงินลงทุนของเราสร้างกำไรกลับคืนมาได้เหมาะสมและคุ้มทุนจริงหรือไม่
การลงทุนคอนโดคืออะไร?
การลงทุนคอนโด คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน มากกว่าการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองเพียงอย่างเดียว รูปแบบผลตอบแทนจากการลงทุนคอนโด แบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลัก คือ การปล่อยเช่ารายเดือน และการขายต่อเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา เมื่อมูลค่าของสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคอนโด จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในกลไกตลาด และการวางแผนทางการเงินที่รัดกุม
ทำไมการลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าถึงเป็นช่องทางสร้าง Passive Income ที่คนส่วนใหญ่นิยม
Passive Income คือรายได้ที่สร้างขึ้นจากการลงทุนหรือการวางระบบไว้ล่วงหน้า และสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องลงแรงทำงานตลอดเวลา การลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าจึงเป็นหนึ่งในวิธีการสร้าง Passive Income ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะ
- ได้รายได้ประจำทุกเดือน ได้รับค่าเช่าเข้ามาทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ
- ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าได้ในอนาคต นอกจากรายได้จากค่าเช่าแล้ว คอนโดของคุณยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าตามกาลเวลา (Capital Gain)
- ไม่ต้องทำงาน และดูแลความเรียบร้อยตลอดเวลา บางคนอาจใช้บริการนายหน้าหรือบริษัทบริหารอสังหาฯ ช่วยบริหารให้อีกด้วย
- เริ่มต้นได้ง่าย ด้วยเงินทุนที่เข้าถึงได้ และยังสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารช่วยผ่อนภาระจากหนักเป็นเบาได้
ซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า กับอยู่เอง ต่างกันยังไง?
ความแตกต่างระหว่างการซื้อคอนโดเพื่ออยู่เองกับการซื้อเพื่อลงทุนคอนโดปล่อยเช่า แตกต่างกันที่เกณฑ์ในการตัดสินใจ สำหรับการซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเองจะพิจารณาจากการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นหลัก เพื่อให้ใช้ชีวิตง่าย
สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อลงทุนคอนโดปล่อยเช่า จะพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก ว่าต้องการปล่อยเช่าใคร พิจารณาจากขนาดห้องที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งต้องใช้ตรรกะและตัวเลขเป็นตัวนำทาง ต้องวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในย่านนั้นว่ากลุ่มผู้เช่าคือใคร อัตราค่าเช่าที่คาดหวังคุ้มค่ากับเงินผ่อนหรือไม่ และต้องมองข้ามความชอบส่วนตัว เพื่อเลือกสิ่งที่ทำกำไรได้ดีที่สุดในสายตาของผู้เช่า
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกทำเลเพื่อลงทุนคอนโด
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทำเลเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการลงทุนคอนโด เพราะทำเลที่ดีจะมีผู้เช่าหมุนเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องและสินทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจัยที่เราควรใช้พิจารณาในการเลือกทำเลมีดังนี้
ความสะดวกในการเดินทาง
คอนโดที่ตั้งอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้า BTS และ MRT ในระยะที่เดินเท้าได้ หรือมีบริการรถรับ-ส่งที่สะดวกสบาย มักเป็นตัวเลือกแรกของผู้เช่าวัยทำงานและนักศึกษา เพราะการเดินทางที่ง่ายช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ทำให้เราสามารถตั้งราคาค่าเช่าได้สูงกว่าคอนโดที่อยู่ในซอยลึก
แหล่งงานและศูนย์ธุรกิจ
การลงทุนคอนโด ในย่านใจกลางเมือง (CBD) หรือใกล้แหล่งนิคมอุตสาหกรรม และอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เป็นการดึงดูดกลุ่มผู้เช่าที่มีกำลังจ่ายสูงและต้องการที่พักใกล้ที่ทำงาน เพื่อลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
สถานศึกษาและมหาวิทยาลัย
ทำเลรอบมหาวิทยาลัยเป็นอีกหนึ่งโซนที่เหมาะสำหรับการลงทุนคอนโดปล่อยเช่า เพราะมีความต้องการเช่าสูงตลอดเวลาจากกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา แม้จะมีการหมุนเวียนผู้เช่าบ่อย แต่ก็หาผู้เช่าใหม่ได้ง่าย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ
สิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ
คอนโดที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีความสะดวกสบายรอบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานศึกษา สถานพยาบาล และร้านอาหาร จะดึงดูดผู้เช่าได้ดีกว่า เพราะตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างครบวงจร
ศักยภาพการเติบโตในอนาคต
ก่อนที่จะเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ควรพิจารณาแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือโครงการ Mega Project ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยดันราคาที่ดินและมูลค่าคอนโดให้สูงขึ้นในระยะยาว
ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เรามาดูภาพรวมตลาดคอนโดปล่อยเช่าในปัจจุบันกันก่อน

เพื่อให้การลงทุนคอนโดปล่อยเช่า ประสบความสำเร็จและลดความเสี่ยง การวิเคราะห์ภาพรวมตลาดในปัจจุบันเป็นก้าวแรกที่เราต้องทำความเข้าใจ ทั้งแนวโน้มความต้องการของผู้เช่าที่เปลี่ยนไปและสถานการณ์การแข่งขันในตลาด เพื่อให้เรามองเห็นโอกาสและวางแผนการลงทุนได้อย่างแม่นยำ
สถานการณ์ด้านอุปสงค์ ( Demand )
- กลุ่มผู้เช่าคอนโดในปัจจุบันยังคงมีความต้องการสูง ทั้งกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการความยืดหยุ่น ไม่ผูกมัดกับการซื้อบ้าน หรือคอนโดเป็นของตัวเอง
- คนทำงานในเมือง ที่ต้องการอยู่ใกล้ที่ทำงาน ไม่อยากเดินทางไกล
- ชาวต่างชาติ และ ชาวต่างชาติ Expats ที่เข้ามาทำงานในไทย
- คู่รักหนุ่มสาว ที่เริ่มต้นชีวิตร่วมกัน แต่ยังไม่พร้อมซื้อบ้าน
- นักศึกษาและผู้ปกครอง ในพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัย
- ความต้องการเช่ายังคงมั่นคง
- โอกาสในการหาผู้เช่า และต่อรองค่าเช่าดีขึ้น
- เลือกทำเล และโครงการที่เหมาะสม
ลงทุนคอนโดยังไงให้ปล่อยเช่าง่าย
การลงทุนคอนโดที่มีผู้เช่าต่อคิวตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องยากหากเรารู้วิธี การเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและการเลือกทำเลศักยภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาว่างของห้องพัก และสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง มาดูเทคนิคสำคัญที่เราควรรู้กัน
1. เลือกทำเลที่ดี และมีความต้องการสูง
"ทำเล" คือประตูสู่ความน่าสนใจของคอนโดสำหรับผู้เช่าเลยล่ะ ควรเลือกคอนโดที่อยู่ใกล้สถานที่สำคัญ เช่น รถไฟฟ้า ใจกลางเมือง หรือใกล้แหล่งงาน ใกล้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้เช่ามีความสะดวกในการเดินทาง
2. ตั้งค่าเช่าให้เหมาะสม
ราคาเช่าที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญ หากตั้งราคาเช่าสูงเกินไปอาจทำให้ห้องว่างนาน แต่ถ้าต่ำเกินไปก็เสียผลตอบแทน ควรศึกษาอัตราค่าเช่าในย่านเดียวกันและตั้งราคาให้สอดคล้องกับตลาด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
3. เลือกขนาดห้อง และแบบห้อง ที่ปล่อยเช่าง่าย
เช่น ห้องสตูดิโอ หรือ 1 ห้องนอน มักเป็นที่นิยมและปล่อยเช่าง่ายกว่าห้องขนาดใหญ่ เพราะเหมาะ ผู้เช่ามักเป็นวัยทำงาน หรืออยู่ในช่วงเริ่มทำงาน หรือคนโสด อีกทั้งยังดูแลง่ายกว่า
4. ลงทุนอย่างประหยัด แต่ดูโปรฯ
เลือกใช้ชุดเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป ในรูปแบบลอยตัว ในการตกแต่ง และเลือกวางชุดเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญต้องมี เช่น เตียง และฟูกนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงานเล็ก พร้อมเก้าอี้ โซฟาพักผ่อนขนาดเล็ก โต๊ะกินข้าว 2 ที่ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า (หรือแจ้งว่ามีห้องซักรวม) ผ้าม่านทึบแสง Wifi
ข้อควรระวัง! ไม่ควรใช้ของที่พังง่าย หรือทำความสะอาดยาก เช่นพรมหนาๆ เฟอร์นิเจอร์ Built-in ทั้งห้อง หรือของตกแต่งจุกจิก เผื่อมีการเปลี่ยนผู้เช่า เราจะได้เคลียร์ห้องได้ง่ายขึ้น

5. ต้องดูแลบำรุงรักษาห้อง และสภาพคอนโดอย่างสม่ำเสมอ
ห้องที่สะอาด เรียบร้อย และพร้อมเข้าอยู่ จะช่วยดึงดูดผู้เช่าได้ง่ายขึ้น รวมถึงการดูแลซ่อมแซมปัญหาในห้องที่เกิดขึ้นทันที เมื่อผู้เช่ามีการแจ้งเรา เพื่อป้องกันไม่ให้ห้องโทรมเร็ว
6. ทำการตลาดให้ดี ถ่ายรูปห้องสวยๆ
การที่จะทำให้ผู้เช่าสนใจคอนโดของเราคือภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปห้องให้สวยงาม โดยเน้นการเปิดรับแสงธรรมชาติเพื่อให้ห้องดูโปร่งและกว้างขวางขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มมูลค่า จากนั้นต้องกระจายโอกาสในการมองเห็นด้วยการลงประกาศผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งโซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ฝากเช่าอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางและรวดเร็วที่สุด

7. ใช้บริการนิติบุคคล และบริการบริหารทรัพย์สิน
คอนโดส่วนใหญ่มีนิติบุคคลดูแลส่วนกลาง ช่วยดูแลเรื่องระบบต่าง ๆ เช่น ระบบไฟ น้ำ ความสะอาด และงานซ่อมบำรุง ซึ่งช่วยลดภาระให้เจ้าของห้อง อีกทั้งยังสามารถใช้บริการบริษัทบริหารทรัพย์สิน ช่วยหาผู้เช่า และจัดการสัญญาเช่า ช่วยให้เรามีเวลาเหลือ
8. มีสัญญาเช่าที่ชัดเจน และครอบคลุม
ควรมีสัญญาเช่าที่ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น ระยะเวลาเช่า, ค่าเช่า, การชำระเงิน, ค่ามัดจำ และข้อกำหนดอื่น ๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
9. คำนวณผลตอบแทน (Rental Yield) ให้เหมาะสม
ผลตอบแทนจากค่าเช่าที่ดีควรเกินกว่าอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนสินเชื่อ เช่น หากซื้อคอนโดราคา 5 ล้านบาท ควรตั้งค่าเช่าที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 6-8% ต่อปี เพื่อให้คุ้มค่าและไม่ขาดทุน
แชร์สูตรคำนวณ Rental Yield (แบบง่าย) 
Gross Rental Yield = (ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปี ÷ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อมา) x 100
ยกตัวอย่างเช่น ซื้อคอนโดมาในราคา 2,500,000 บาท และปล่อยเช่าเดือนละ 20,000 บาท โดยคาดว่า จะสามารถปล่อยเช่าได้ 10 เดือน (ลดไป 2 เดือนสำหรับการหาลูกค้า) แทนสูตรได้ ดังนี้
- ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับ 20,000 บาท x 10 เดือน = 200,000 บาท ต่อปี
- อัตราผลตอบแทนค่าเช่าเบื้องต้น (200,000 ÷ 2,500,000) x 100 = 8% ต่อปี
คำตอบที่ได้ คือ ได้กำไร 8% ต่อปี ก็ถือว่าคุ้มค่า (วิธีการคำนวณข้างต้นเป็นเพียงการคำนวณอย่างคร่าวๆ เท่านั้น)
ในกรณีที่ผู้ลงทุนใช้วิธีกู้สินเชื่อมาลงทุน แนะนำให้คำนวณหาความคุ้มค่า หรือหาค่ายีลด์ด้วยการหา อัตราผลตอบแทนสุทธิจากค่าเช่าตลอดทั้งปี ( Cash on Cash Rental Yield )
แชร์สูตรคำนวณ Cash on Cash Rental Yield 
Cash on Cash Rental Yield = [(ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ* – เงินผ่อนสินเชื่อบ้านทั้งปี) ÷ ต้นทุนตั้งต้น เช่น เงินจอง + เงินดาวน์ + ค่าตกแต่ง] x 100
*ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับทั้งปีหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดทั้งปีออกแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุนปล่อยคอนโดเดือนละ 20,000 บาทต่อเดือน โดยคาดว่า จะสามารถปล่อยเช่าได้ 10 เดือน หรือมีรายได้ 200,000 บาท ต่อปี
- [ค่าใช้จ่ายทั้งปี] สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องลงทุนจ่ายตลอดทั้งปีได้แก่ ค่าส่วนกลางปีละ 12,000 บาท และค่าผ่อนสินเชื่องวดละ 12,000 บาท
- [ต้นทุนตั้งต้น] ส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนตั้งต้น ได้แก่ ค่าจอง 8,000 บาท ค่าดาวน์ 250,000 บาท (10% ของราคาคอนโด 2,500,000 บาท) ค่าตกแต่งและซื้อเฟอร์นิเจอร์ก่อนปล่อยเช่า 150,000 บาท และค่านายหน้า 20,000 บาท (ค่าเช่า 1 เดือน)
จะคำนวณได้ ดังนี้
- ค่าเช่าที่คาดว่าจะได้รับตลอดปีสุทธิ 200,000 – 12,000 (ค่าส่วนกลาง) =188,000 บาท
- ค่าผ่อนชำระสินเชื่อที่ต้องจ่ายทั้งปี คือ (12,000 x 12) = 144,000 บาท ต่อปี
- ต้นทุนตั้งต้น ได้แก่ ค่าจอง 8,000 + ดาวน์ 250,000 + เฟอร์ฯ 150,000 + นายหน้า 20,000 = 428,000 บาท
- Cash on Cash Rental Yield = [(188,000 – 144,000) ÷ 428,000] x 100 = 10.28% ต่อปี

Cash on Cash Rental Yield
เมื่อเราคำนวณ Yield ที่คาดว่าจะได้รับแล้ว การได้อัตราผลตอบแทนตั้งแต่ 6% – 8% ขึ้นไป ก็ถือว่าคุ้มค่า น่าลงทุน หากต้องการรู้ว่า การลงทุนซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่า จะคุ้มหรือไม่ ผู้ลงทุนจะต้องรู้ว่า ค่าใช้จ่ายและต้นทุนทั้งหมดมีอะไรบ้าง และนำมาหาค่า Yield หรืออัตราผลตอบแทนการลงทุนทั้งปีว่าได้เท่าไร หากค่า Yield อยู่ที่ 6% ขึ้นไป ก็อาจถือได้ว่า คุ้มค่า น่าลงทุน เพราะอย่างน้อย ก็สามารถสู้ค่าผ่อนชำระสินเชื่อของธนาคารที่อยู่ราว 3% – 5% ได้ และยังเหลือกำไรส่วนหนึ่งจากการลงทุนคอนโดปล่อยเช่า เพื่อสร้าง Passive Income
ทำไมต้องลงคอนโดกับศุภาลัย
การเลือกลงทุนกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ การลงทุนคอนโดกับศุภาลัยถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากแบรนด์มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมายาวนาน โครงการของศุภาลัยมักตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า มีการออกแบบห้องที่เน้นพื้นที่ใช้สอยจริง ซึ่งตอบโจทย์การอยู่อาศัยของผู้เช่าได้ดี นอกจากนี้ ราคาเปิดตัวโครงการของศุภาลัยยังไม่สูงจนเกินเอื้อม ทำให้เรามีต้นทุนในการลงทุนคอนโด ส่งผลให้สามารถทำกำไรจากค่าเช่า (Yield) ได้ง่ายขึ้น และยังมีบริการหลังการขายรวมถึงนิติบุคคลที่เข้มแข็ง ช่วยดูแลรักษาสภาพโครงการให้ดูดีในระยะยาว
FAQ
ลงทุนคอนโดปล่อยเช่าหรือขายต่อ แบบไหนดีกว่า?
คำตอบว่าแบบไหนดีกว่าขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและสภาพคล่อง หากเราต้องการกระแสเงินสดเข้ามาเสริมรายได้ประจำทุกเดือน การลงทุนคอนโดเพื่อปล่อยเช่าคือคำตอบ เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวและสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้ แต่หากเราต้องการเงินก้อนใหญ่เพื่อนำไปหมุนเวียนหรือลงทุนในสินทรัพย์อื่น การลงทุนคอนโดเพื่อขายต่อหรือขายเมื่อราคาสูงขึ้นจะตอบโจทย์กว่า
ควรเลือกทำเลแบบไหนในการลงทุนคอนโด?
การลงทุนคอนโดปล่อยเช่าโดยเฉพาะ เราต้องเจาะจงทำเลที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ข้อสำคัญ ข้อสำคัญในการปล่อยเช่าคือต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน หลีกเลี่ยงทำเลที่เงียบเกินไป หรือทำเลที่มีอุปทานล้นตลาด เพราะจะทำให้เกิดสงครามราคาและหาผู้เช่ายาก
งบประมาณเท่าไรถึงเริ่มลงทุนคอนโดได้?
การลงทุนคอนโดนั้นจำเป็นต้องเตรียมเงินทุนสำรองประมาณ 10-15% ของราคาคอนโดเพื่อใช้เป็นเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินดาวน์ รวมถึงค่าตกแต่งเบื้องต้น สำหรับคอนโดระดับเริ่มต้นราคาประมาณ 2-3 ล้านบาท เราอาจใช้เงินสดเริ่มต้นเพียง 2-3 แสนบาทเท่านั้น ทั้งนี้ ควรคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระให้ดี และควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เผื่อในกรณีที่ห้องว่างหรือหาผู้เช่าไม่ได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน
การลงทุนคอนโดมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนคอนโดก็มีความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เช่นกัน
- ความเสี่ยงหลักที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือคือความเสี่ยงจากการขาดผู้เช่า ซึ่งจะทำให้เราขาดรายได้แต่ยังต้องผ่อนชำระธนาคาร
- ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้กำไรลดลง
- ความเสี่ยงจากสภาพห้อง ที่อาจเสื่อมโทรมตามกาลเวลาหรือเกิดความเสียหายจากผู้เช่า ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม
- คู่แข่งในตลาดในทำเลเดียวกัน หากมีโครงการใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก อาจทำให้เกิดการตัดราคาค่าเช่าได้ การศึกษาข้อมูลและเตรียมแผนสำรองจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการ ลงทุนคอนโด
มือใหม่ควรเริ่มลงทุนคอนโดอย่างไร?
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนปล่อยเช่าคอนโดมีขั้นตอนที่ดังนี้
- ขั้นตอนแรกคือการประเมินความพร้อมทางการเงินของตนเอง ตรวจสอบเครดิตบูโร และความสามารถในการกู้ยืม
- เริ่มศึกษาทำเลที่เราสนใจ ลงพื้นที่สำรวจโครงการจริง เปรียบเทียบราคาขายและราคาเช่าในตลาดเพื่อคำนวณหาผลตอบแทน (Yield) ที่คาดหวัง ซึ่งควรอยู่ที่ระดับ 5-7% ต่อปีขึ้นไป
- เริ่มลงทุนคอนโด ในย่านที่มีความต้องการเช่าจริง ไม่ใช่แค่เก็งกำไรตามกระแส
บทความน่าสนใจอื่น

รวมคอนโดฝั่งธน ไม่เกิน 3 ล้าน ใกล้รถไฟฟ้า | โครงการคอนโดจากศุภาลัย

สงกรานต์ 2569 รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่บ้าน เตรียมอุปกรณ์และคำอวยพรอย่างไรให้ประทับใจและถูกต้อง

การลงทุนในตัวเอง คือกุญแจสู่ความสำเร็จทางการเงินและชีวิตที่ยั่งยืน
