รีไฟแนนซ์ VS รีเทนชั่น แตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี

ไลฟ์สไตล์ 17 เมษายน 2566

รีไฟแนนซ์ VS รีเทนชั่น แตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี

เป็นเรื่องปกติของการผ่อนชำระบ้านไม่ว่าใครต่างก็อยากได้ความคุ้มค่ามากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสีย ด้วยเหตุนี้ส่วนมากเมื่อผ่อนชำระครบทุก ๆ 3 ปี จึงมักมีคำแนะนำให้ “รีไฟแนนซ์” (Refinance) หรือไม่ก็ “รีเทนชั่น” (Retention) บ้าน เพื่อประหยัดเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง นำมาซึ่งข้อสงสัยว่าทั้ง 2 วิธีนี้คืออะไร แตกต่างกันมากแค่ไหน แล้วถ้าคุณคือคนที่กำลังผ่อนบ้านอยู่ควรเลือกแบบใดจึงตอบโจทย์มากที่สุด มาศึกษาข้อมูลไปพร้อมกันได้เลย
1704-Blog-รีเทนชั่น-รีไฟแนนซ์-02.jpg

การรีไฟแนนซ์ คืออะไร

ปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยของการกู้เงินซื้อบ้านในช่วง 3 ปีแรก จะเป็นลักษณะของดอกเบี้ยคงที่ (MMR) แต่เมื่อผ่าน 3 ปีไปแล้วอัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยลอยตัว (MLR) หมายถึง ตัวเลขดอกเบี้ยจะมีความผันผวนขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ หุ้น การเมือง ฯลฯ ส่งผลให้จำนวนเงินต่อเดือนที่ต้องผ่อนชำระของคนกู้ซื้อบ้านจึงเพิ่มสูงขึ้น

จากเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ต้องมีการ “รีไฟแนนซ์” เกิดขึ้น ซึ่งความหมายของ Refinance คือ การใช้อสังหาริมทรัพย์ที่ผู้อยู่อาศัยกำลังผ่อนชำระเป็นหลักค้ำประกันเพื่อขอเปิดสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งใหม่แล้วนำไปปิดยอดหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงินเดิม ส่งผลให้ภาระหนี้สินกับธนาคารเก่าจบลง แต่เป็นการเริ่มต้นผ่อนชำระหนี้กับธนาคารแห่งใหม่แทน โดยอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจะลดลงหากเทียบกับการผ่อนชำระต่อเนื่องกับธนาคารเดิม ส่งผลให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

ข้อดีของการรีไฟแนนซ์

  • มั่นใจได้ชัดเจนว่าคุณมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าสถาบันการเงินเดิม เหตุเพราะสถาบันการเงินแห่งใหม่ย่อมต้องการให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และพร้อมเสนอโปรโมชั่นดี ๆ อยู่เสมอ
  • สามารถเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินได้หลายแห่งก่อนตัดสินใจว่าที่ไหนคุ้มค่ากับการดำเนินการมากที่สุด
  • เมื่อดำเนินการทุกขั้นตอนผ่านแล้วการผ่อนชำระอสังหาริมทรัพย์ของคุณจะลดลง ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และสามารถนำเงินที่เหลือไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น

ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์

  • ด้วยความที่เป็นการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งใหม่ ทำให้ผู้ขอสินเชื่อต้องมีการเตรียมเอกสารใหม่ทั้งหมดเสมือนกับการยื่นกู้ครั้งแรกก็ไม่ผิดนัก เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน / ใบรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และอื่น ๆ ตามการร้องขอจากสถาบันการเงินจึงมีความยุ่งยากและใช้เวลานานกว่าจะพิจารณาผ่าน
  • มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมระหว่างดำเนินการ เช่น การจัดการสินเชื่อใหม่ 0-3% ค่าธรรมเนียมการจำนอง 1% อากรแสตมป์ 0.05% ค่าประเมินราคาหลักประกัน 0.25-2% ค่าประกันอัคคีภัย เฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น
1704-Blog-รีเทนชั่น-รีไฟแนนซ์-03.jpg

การรีเทนชั่น คืออะไร

ขณะที่การรีเทนชั่น (Retention) คือ การยื่นเรื่องเพื่อขอกู้สินเชื่อก่อนใหม่กับสถาบันการเงินแห่งเดิมที่กำลังผ่อนชำระอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ อยู่ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของวิธีนี้คือเพื่อทำการต่อรองกับธนาคารเพื่อให้ตนเองมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยถูกลงกว่าเดิม

ข้อดีของการรีเทนชั่น

  • ใช้เวลาดำเนินการไม่นาน และไม่มีขั้นตอนใด ๆ ยุ่งยากมากนัก เหตุเพราะเอกสารเดิมที่เคยใช้ยื่นขอกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ทางสถาบันการเงินเดิมมีอยู่แล้วไม่ต้องยื่นเพิ่มเติม อาจมีการเตรียมไว้แค่สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและสัญญาเงินกู้ปัจจุบัน ช่วยให้การอนุมัติใช้เวลาไม่นานนัก
  • คาใช้จ่ายสำหรับดำเนินการน้อยมาก ปกติมีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมสินเชื่อประมาณ 1-2% ของวงเงินกู้ทั้งหมด

ข้อเสียของการรีเทนชั่น

  • หากเทียบกันแล้ววิธีนี้จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยไม่เยอะมากนัก ไม่ค่อยมีโปรโมชั่นใด ๆ ที่น่าสนใจมานำเสนอ และเงื่อนไขทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่สถาบันการเงินกำหนดไว้
1704-Blog-รีเทนชั่น-รีไฟแนนซ์.jpg

สรุปความแตกต่างระหว่าง รีไฟแนนซ์ VS รีเทนชั่น

จากความหมายที่บอกมาทั้งหมดนี้จึงพอสรุปความแตกต่างที่ชัดเจนให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น โดยการรีไฟแนนซ์ คือ การขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อเป้าหมายสำคัญในการได้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การผ่อนชำระต่อเดือนจึงต่ำลงตามไปด้วย แต่ก็มีความยุ่งยากเรื่องของการจัดเตรียมเอกสาร มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และต้องใช้เวลาเพื่อขออนุมัติจากสถาบันการเงินแห่งใหม่ ขณะที่การรีเทนชั่น คือ รูปแบบของการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่กับสถาบันการเงินแห่งเดิม สะดวก อนุมัติเร็ว ไม่ต้องเตรียมเอกสารใด ๆ ให้ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับแทบไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมมากนัก อาจถูกลงนิดหน่อย โปรโมชั่นน้อย และมีเงื่อนไขเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดังนั้นเมื่อถามว่าระหว่างการ “รีไฟแนนซ์” กับการ “รีเทนชั่น” ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน? คงตอบได้ยากขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ขอสินเชื่อว่าเป็นอย่างไร เช่น หากต้องการผ่อนชำระน้อยลง หรือผ่อนเท่าเดิมแต่เป็นเงินต้นสูงขึ้นก็อาจเลือก Refinance ภายใต้เงื่อนไขว่าเทียบกับค่าใช้จ่ายและการเสียเวลาแล้วคุ้มค่า ส่วนใครที่ไม่อยากวุ่นวายกับการเตรียมเอกสาร การคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ก็อยากผ่อนชำระน้อยลงอาจเลือกวิธี Retention เป็นต้น

เมื่อเข้าใจถึงความแตกต่างแล้วก็หวังว่าทุก ๆ คนจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อเลือกรูปแบบที่สร้างความคุ้มค่าให้กับตนเองมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นการรีไฟแนนซ์ หรือการรีเทนชั่นก็ตาม จุดประสงค์หลักย่อมหนีไม่พ้นการผ่อนชำระบ้านในแต่ละเดือนด้วยจำนวนเงินที่ลดลง เพื่อนำเงินที่เหลือไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นของตนเองต่อไป 


ที่มาข้อมูล :

https://www.krungsri.com/

https://www.ddproperty.com/